กิตติกรรมประกาศ

ในดึกที่ฝนตกพรำต้นเดือนพฤษภาคม 2554 ผมประหลาดใจเมื่อคิดย้อนไปว่าตัวเองมาอยู่ที่ภาคเหนือได้ตั้ง 6 ปีแล้ว นอกเหนือจากภาระการเรียนปริญญาโทในสาขาภูมิภาคศึกษา ยังมีอะไรอื่นมากมายที่ผมได้ทำและได้เรียนรู้จากที่นี่ เอาเข้าจริงการเรียนรู้อย่างเข้มข้นของผมอาจจะอยู่นอกห้องเรียน นอกหลักสูตรของสถานศึกษาตามระบบที่จัดให้มีขึ้นเพื่อต่อยอดองค์ความรู้ต่างๆ ของสรรพวิชาที่เปิดสอนกันอยู่ แต่ก็ไม่ได้นอกเหนือไปจากการพยายามทำความเข้าใจแนวคิดและพฤติกรรมที่มนุษย์กระทำต่อโลกและต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

 

                เวลาตลอด 6 ปีที่ผมใช้ชีวิตอยู่ที่เชียงใหม่บ้าง เชียงรายบ้าง จะว่านานก็นาน แต่ก็ไม่อาจเทียบกันได้เลยกับชะตากรรมของชาวเวียดนามอพยพที่ถูกรัฐไทยควบคุมตัวไปจำกัดพื้นที่อยู่ในจังหวัดพัทลุง ซึ่งบัดนี้ผ่านมาแล้วถึง 4 รุ่น นับตั้งแต่ปี 2496 เป็นต้นมา ในตลอดระยะเวลา 6 ปี ทุกครั้งที่ผมมีโอกาสได้กลับไปพัทลุง ผมมักจะใช้เวลาในช่วงบ่ายๆ ของวันใดวันหนึ่งในคราวนั้นๆ เพื่อเดินทางไปที่วัดคูหาสวรรค์ อันเป็นสถานที่ซึ่งบรรจุเรื่องราวเก่าแก่ของชาวเวียดนามอพยพแนบนิ่งอยู่ในสถูปที่เรียงรายอยู่หลังชื่อที่จารึกเป็นภาษาต่างด้าวบ้าง ภาษาไทยบ้าง แต่ก็ยังเดาได้อยู่ดีว่าไม่ใช่ชื่อนามสกุลของคนไทยแน่ๆ พวกเขาเหล่านี้จากบ้านเกิดเมืองนอนมายาวนาน และไม่มีโอกาสได้กลับไปอีกเลย บางคนจากไปทั้งที่ไม่มีโอกาสได้เห็นวันที่เวียดนามเหนือและใต้รวมกันเป็นประเทศเดียวด้วยซ้ำ แต่ผมก็เชื่ออยู่อย่างหนึ่งในฐานะคนที่เกิดที่พัทลุง ว่าบ้านของผมคงไม่ได้เลวร้ายนักสำหรับการต้อนรับพวกเขา

                การที่มาใช้ชีวิตอยู่ที่เชียงใหม่ของผมทำให้หลายคนอิจฉา ด้วยมองว่านี่เป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก มีความเจริญควบคู่ไปกับความงดงามของธรรมชาติ มีน้ำใจไมตรีของผู้คน ทุกสิ่งที่ว่ามานี้มีอยู่จริงและผมได้สัมผัสกับตัวเอง อย่างไรก็ตาม ความงดงาม ความเจริญรุ่งเรือง และสิ่งดีๆ อีกมากมายของที่นี่ ไม่อาจจะทดแทนความหมายของคำว่า “บ้านเกิด” อันเป็นจังหวัดที่ติดอยู่ในอันดับยากจนลำดับต้นๆ ของประเทศนี้ได้เลย ถ้าเพื่อนๆ ของผมรู้สึกอิจฉาในฐานะของการอยากมาเที่ยวเชียงใหม่ หรืออยากมาอยู่เมืองนี้ชั่วครู่ชั่วคราว ผมก็น่าจะอิจฉาพวกเขาอย่างจริงจังยิ่งกว่า ในฐานะที่พวกเขาได้อยู่ที่บ้าน

                อย่างไรก็ดี ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมาได้หล่อหลอมประสบการณ์ในชีวิตให้แก่ตัวผมมากกว่าที่คิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะเวลา 2-3 ปีมานี้ เหตุการณ์ต่างๆ ทางธรรมชาติ และทางการเมืองที่ได้สัมผัส ได้เปลี่ยนวิธีคิดต่อสิ่งต่างๆ ของผมไปอย่างสิ้นเชิงชนิดไม่มีวันหวนกลับไปเป็นเช่นเก่าได้อีก สิ่งสำคัญก็คือ หากห้วงระยะเวลาดังกล่าวผมไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ที่เชียงใหม่ ไม่ได้พบปะแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์จากผู้คนหลากหลาย ผมก็อาจเพียงได้ปริญญาอีกสักใบหนึ่ง แล้วทำงานต่อไปโดยไม่ได้รู้ว่าความหมายของชีวิตที่แท้จริงคืออะไร

                ขอขอบพระคุณ รศ.ดร.โกสุมภ์ สายจันทร์ ประธานคณะกรรมการวิทยานิพนธ์ และอาจารย์ที่ปรึกษา ที่ได้กรุณาให้ความรู้ ให้วิธีคิด และให้แนวทางในการทำวิทยานิพนธ์ ตลอดจนกรุณาให้ความรักความเมตตาต่อลูกศิษย์เสมอมา สารภาพว่าผมเขียนมาถึงบรรทัดนี้โดยที่ยังไม่ทราบด้วยซ้ำว่าการแก้ไขวิทยานิพนธ์ในครั้งสุดท้ายจะผ่านพ้นไปด้วยดีหรือไม่ แต่ผมอยากจะขอบพระคุณในความเมตตากรุณาของอาจารย์ ภายในโอกาสและเวลาที่อำนวยให้นี้ เพราะนี่เป็นครั้งเดียวในชีวิตการเรียน ที่ผมมีอาจารย์ที่ปรึกษาเป็นบุคคลคนเดิมอยู่ถึง 6 ปี แม้ตัวของผมเองจะใกล้ชิดหรือห่างเหิน จิตใจของผมก็นบนอบต่ออาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง ตลอดเวลาที่ผ่านมา และคงตลอดไป

                ขอขอบพระคุณ รศ.ดร.บุบผา อนันต์สุชาติกุล อาจารย์และคณะกรรมการวิทยานิพนธ์อีกท่านที่มีความเมตตาและปรารถนาดีต่อลูกศิษย์เสมอมา แม้ว่าจะมีโอกาสได้เรียนกับอาจารย์ไม่มากนัก แต่ผมนิยมในบุคลิกและวิธีคิดของอาจารย์ ความหมายก็คือว่าอาจารย์เป็นต้นแบบของปูชนียบุคคล เป็นต้นแบบของปัจฉิมวัยที่ผมปรารถนาเป็นแบบอย่าง เหมือนเส้นทางที่ถากถางไว้อย่างดีแล้วรอแต่เพียงผู้ก้าวเดินตาม ผมหวังไว้ว่าสักวันหนึ่งผมจะได้เดินบนทางเส้นนี้

                ขอขอบพระคุณ รศ.ดร.ไชยันต์ รัชชกูล ที่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา อาจารย์ทำให้ผมมีโอกาสได้เรียนรู้บทบาทหน้าที่ของความเป็นมนุษย์ ในชั้นเรียนที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผมอาจเคยเรียนกับอาจารย์แค่ไม่กี่ชั่วโมงว่าด้วยองค์ความรู้ที่ได้จากหนังสือ “SIAM MAPPED” ของ ศ.ดร.ธงชัย วินิจกุล แต่ในชั้นเรียนมหาวิทยาลัยชีวิต ผมได้เรียนรู้กับอาจารย์อย่างลึกซึ้ง จนผมกล้าที่จะกล่าวได้ว่าช่วงชีวิตที่ได้เรียนในมหาวิทยาลัยชีวิตกับอาจารย์นั้น เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิตของผม ความเมตตาที่ผมได้รับจากอาจารย์ รวมทั้งกำลังใจ บ่อยครั้งที่ทำให้ผมกลับมานั่งย้อนคิดว่า ต้องใช้เบ้าหลอมชีวิตชนิดใดบ้างหนอ จึงจะหลอมเป็น รศ.ดร.ไชยันต์ รัชชกูล อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ได้ ผมเคยเคารพนับถือ ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ จากชีวิตและงานของอาจารย์ที่ได้ศึกษาในภายหลัง และเคยได้กราบเพียงอัฐิของอาจารย์ป๋วย ในวันที่อัญเชิญอัฐิของท่านไปไว้ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นการชั่วคราว พร้อมทั้งนึกเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้เป็นลูกศิษย์ของปูชนียบุคคลท่านนี้

                ความเสียดายของผมต่อเรื่องดังกล่าวหายวับไปพักใหญ่แล้ว ไม่ใช่เพราะมีใครมาแทนที่ แต่เพราะบัดนี้ผมเข้าใจแล้วว่าไม่จำเป็นจะต้องฝากตัวเป็นศิษย์ของบุคคลที่คนทั่วไปเคารพศรัทธา เราก็สามารถจะสร้างคุณค่าให้เกิดแก่ตัวเองได้ ด้วยวิถีปฏิบัติอันเกิดจากการเห็นคุณค่าในตัวเองและเพื่อนมนุษย์ทุกๆ คน และทระนงในการยืนหยัดต่อสู้โดยสันติวิธีต่อความอยุติธรรมทั้งหลาย อันเกิดแก่เพื่อนมนุษย์ที่อยู่ภายใต้อำนาจผูกขาด เพื่อพัฒนาการทางสังคมที่จะค่อยๆ ดีขึ้นในวันข้างหน้า หากไม่ทันในยุคสมัยของเรา ก็อาจเกิดขึ้นในยุคของคนรุ่นถัดไป

                อยากกล่าวเพียงว่า ผู้ที่ทำให้ผมได้ตระหนักในเรื่องนี้อย่างจริงจัง และให้แหล่งเรียนรู้ไม่จบสิ้นแก่ผมเรื่อยมา คือบุคคลเดียวกันกับที่ผมให้ความเคารพนับถือในระดับที่เรียกว่า “บิดาคนที่สอง” ก็ย่อมได้

                ขอบใจเพื่อนๆ ภูมิภาคศึกษารุ่น 9 ทุกคน ตลอดจนพี่ๆ น้องๆ ที่ทำให้บรรยากาศการเรียนมีชีวิตชีวาขึ้นอย่างมากภายใต้คำว่า “มิตรภาพ”

                ขอบพระคุณพ่อกับแม่และน้องๆ สำหรับการรอคอยที่ไม่เคยสิ้นหวัง แม้จะกล่าวถึงเพียงสั้นๆ แต่มีความหมายสำคัญที่สุด หากไม่มีกำลังใจนี้ ชีวิตคงไม่รู้จักกับความรักและความอดทนอย่างที่เป็นอยู่

                สุดท้าย ผมขอบคุณชาวเวียดนามอพยพทุกคน ทั้งที่ล่วงลับไปแล้ว และที่ยังมีชีวิต โดยเฉพาะบุคคลต่างๆ ที่ผมมีโอกาสได้สัมภาษณ์พูดคุย ทำให้ผมได้รู้ด้วยว่า ผมมีเพื่อนสนิทถึง 3 คนเป็นลูกหลานชาวเวียดนามอพยพ ซึ่งนั่นแปลว่าในความเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์แล้ว หากไม่ตั้งใจเพ่งมอง เราแทบหาความแตกต่างระหว่างกันไม่ได้เลย ทั้งที่ความเป็นจริง เพื่อนที่นั่งคุยอยู่ข้างๆ เรา อาจเป็นผู้ที่ได้ถูกกระทำด้วยนโยบายต่างๆ อย่างอยุติธรรมมาตลอดรุ่นสู่รุ่น นับเป็นสิบ เป็นร้อยปี กว่าสายธารดีเอ็นเอจะเดินทางมาถึงชีวิตพวกเขา ซึ่งย่อมเป็นเครื่องยืนยันต่อผมได้ดีว่า สิ่งที่ผมคิดและเชื่ออยู่ในทุกวันนี้ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ไร้ความหมายสำหรับวันข้างหน้า

                ขอบคุณชีวิต

 

Captcha
โปรดพิมพ์ตัวเลขที่คุณเห็นลงในช่องว่างด้านขวา
อ่านเลขชุดนี้ไม่ออก? ขอตัวเลขชุดใหม่
we are in diaryis.com family | developed by 7republic